head-slogan
register
edit-profile
search
วันที่ 15 ธันวาคม 2560 เวลา 13:46 น.

ขายตรง ขายตรง ขายตรง ขายตรง ขายตรง ขายตรง ขายตรง ขายตรง ขายตรง ขายตรง ขายตรง ขายตรง ขายตรง ขายตรง ขายตรง ขายตรง ขายตรง ขายตรง ขายตรง ขายตรง ขายตรง ขายตรง ขายตรง ขายตรง ขายตรง ขายตรง ขายตรง ขายตรง ขายตรง ขายตรง ขายตรง ขายตรง ขายตรงขายตรง ขายตรง ขายตรง ขายตรง ขายตรง พระราม9 เน็ตเวิร์ค Give Siam ดาวปูแดง BCI Network ขายตรง ขายตรง jeunesseglobal jeunesseglobal

กำลังซื้อหดตัวกระหน่ำ “ธุรกิจขายตรง” ตกต่ำสุดในรอบ 10 ปี

  เมื่อ: Sunday, October 6th, 2013, หมวด สมาคมการขายตรงไทย (TDSA), แอมเวย์ ประเทศไทย
                                         เขียนความคิดเห็นได้ที่นี่ »
1 Star2 Stars3 Stars4 Stars5 Stars (No Ratings Yet)
Loading ... Loading ...

Image

นายกสมาคมการขายตรงไทยบ่นอุบ รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำรอบตัว จวกนโยบายรถคันแรกส่งผลเต็มๆ ทำกำลังซื้อผู้บริโภคหดตัวและตัดสินใจซื้อช้าลง คาดครึ่งปีหลังผู้ประกอบการทุกค่ายอัดงบฯ เล่นเกมลด แลก แจก แถมเต็มเหนี่ยว แต่มั่นใจมีแนวโน้มไปได้สวยหลังเปิดเออีซี เตรียมหารือจัดตั้ง “สหพันธ์การขายตรงอาเซียน” เพราะตลาดอาเซียนโตถึง 9.7% สูงกว่าตลาดโลกที่โตเพียง 5.4%
       

       
       นายกิจธวัช ฤทธีราวี นายกสมาคมการขายตรงไทย เปิดเผยว่า จากภาวะเศรษฐกิจที่เป็นอยู่ขณะนี้ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจขายตรงไทยโดยรวมมีผลประกอบการไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งเป้า เนื่องจากตลอดเวลาที่ผ่านมากว่า 10 ตลาดรวมธุรกิจขายตรงไทยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 7-10% แต่จากครึ่งปีแรกที่ผ่านมาผู้ประกอบการแต่ละรายมีอัตราเติบโตเพียง 4-5% จึงคาดว่าธุรกิจขายตรงไทยในปีนี้จะมีอัตราการเติบโตเพียงประมาณ 5% จากปี 2555 ซึ่งมีมูลค่าตลาดรวมประมาณ 7 หมื่นล้านบาท
       
       สาเหตุสำคัญที่ทำให้ตลาดรวมของธุรกิจขายตรงไทยเติบโตต่ำกว่าปกติ ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากปัจจัยภายนอกคือภาวะเศรษฐกิจรวมของโลกที่ยังคงผันผวน ทั้งในยุโรป สหรัฐอเมริกา จีน และอื่นๆ ขณะเดียวกันภาคการส่งออกรวมของประเทศก็ไม่เป็นไปตามเป้า แต่สาเหตุที่สำคัญคือปัจจัยภายในประเทศ โดยเฉพาะนโยบายรถคันแรก และนโยบายต่างๆ ทางด้านเศรษฐกิจที่ล้มเหลวจนส่งผลให้ผู้บริโภคมีกำลังซื้อต่ำและมีการตัดสินใจซื้อช้าลงในทุกๆ ผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะในส่วนของอาหารเสริมและเครื่องสำอางได้รับผลกระทบมากที่สุด ประการสำคัญ หากมีเหตุการณ์อื่นๆ เกิดขึ้น โดยเฉพาะสถานการณ์ทางการเมือง อาจส่งผลให้ธุรกิจขายตรงไทยตกต่ำมากกว่านี้ก็เป็นได้
       
       “ตลอดเวลาที่ผ่านมาแม้เศรษฐกิจโดยรวมไม่ดี แต่ธุรกิจขายตรงก็ยังคงเติบโตได้อยู่เพราะมีผู้เข้ามาเป็นตัวแทนจำหน่ายอิสระมากขึ้นส่งผลให้ขายสินค้าได้มากตามไปด้วย เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้จึงถือเป็นเรื่องผิดปกติมาก เพราะปรากฏว่ามีผู้สนใจเข้าสู่ธุรกิจขายตรงน้อยลงกว่าทุกปี จึงทำให้เชื่อได้ว่าในช่วงครึ่งปีหลังผู้ประกอบการแต่ละรายจะต้องอัดงบประมาณในการทำตลาดมากขึ้นเพื่อใช้ในการจัดโปรโมชันต่างๆ ทั้งลด แลก แจก แถม เพื่อเป็นการกระตุ้นกำลังซื้อให้สูงขึ้น ขณะเดียวกันยังต้องเพิ่มผลตอบแทนให้ผู้จำหน่ายอิสระสูงขึ้นอีกเพื่อเป็นแรงจูงใจให้จำหน่ายสินค้าได้มากขึ้น”
       
       อย่างไรก็ตาม เมื่อมองในภาพรวมของธุรกิจขายตรงทั้งภูมิภาคอาเซียนในปี 2555 กลับพบว่ามีมูลค่ายอดธุรกิจเป็นจำนวนถึง 6.22% ของมูลค่าธุรกิจเครือข่ายทั่วโลก ทั้งยังมีอัตราการเติบโตจากปี 2554 สูงถึง 9.7% ในขณะที่ธุรกิจเครือข่ายทั่วโลกมีอัตราการเติบโตเพียง 5.4%
       
       จากภาพรวมดังกล่าว สมาคมการขายตรงไทยจึงเตรียมจัดงานสัมมนาครบรอบ 30 ปีภายใต้ชื่อ “30 ปีสมาคมการขายตรงไทย : ธุรกิจเครือข่าย…อาชีพแห่งอนาคต” ในวันที่ 15 ส.ค.ศกนี้ โดยจะมีนายกสมาคมการขายตรงมาเลเซียและเวียดนามมาร่วมงานเพื่อแลกเปลี่ยนทรรศนะและประสบการณ์เพื่อให้ทุกๆ ฝ่ายในธุรกิจเครือข่ายทั้ง 3 ประเทศได้รับประโยชน์จากการเปิดเขตประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ในปี 2558
       
       นายกิจธวัชกล่าวด้วยว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมาสมาคมการขายตรงไทยมีการประสานงานกับผู้ประกอบการและสมาคมการขายตรงแต่ละประเทศในอาเซียนเป็นประจำอยู่แล้ว ในช่วงปลายปี 2556 แต่ละประเทศในภูมิภาคอาเซียนจะเดินทางไปประชุมและร่วมงานครบรอบ 35 ปีสมาคมขายตรงมาเลเซีย โดยคาดว่าอาจมีการสรุปเรื่องการจัดตั้ง “สหพันธ์ขายตรงอาเซียน” อย่างเป็นทางการก่อนที่จะมีการเปิดเออีซี เนื่องจากปัจจุบันเริ่มมีธุรกิจเครือข่ายระดับโลกหลายแห่งทยอยเข้าไปดำเนินธุรกิจในประเทศต่างๆ ของอาเซียนเพิ่มมากขึ้น ขณะที่ธุรกิจเครือข่ายในอาเซียนก็เริ่มมีการสำรวจตลาดในประเทศเพื่อนบ้านเพิ่มมากขึ้นด้วย
       
       “เหตุผลที่เราเชิญสมาคมการขายตรงมาเลเซียและเวียดนามมาร่วมงานครั้งนี้ เนื่องจากทั้ง 2 ประเทศมีศักยภาพที่ต่างกันและเอื้อต่อธุรกิจขายตรงไทย โดยในส่วนของมาเลเซียนั้นถือเป็นตลาดที่เก่าแก่และใหญ่สุดในอาเซียน โดยมีมูลค่าตลาดรวมสูงถึง 4.7 พันล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนเวียดนามถือเป็นตลาดใหม่ที่มีแนวโน้มการเติบโตสูงด้วยจำนวนประชากรกว่า 100 ล้านคน จึงทำให้มีศักยภาพสูงพอที่จะเข้าไปเปิดตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ”
       
       ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ประกอบการธุรกิจเครือข่ายขายตรงที่จดทะเบียนเป็นบริษัทและได้รับการรับรองจากสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) จำนวน 353 บริษัท แต่เป็นสมาชิกสมาคมการขายตรงไทยเพียง 35 บริษัท ซึ่งสามารถทำรายได้สูงถึง 70% ของมูลค่าตลาดรวม 7 หมื่นล้านบาท
       
       ทั้งนี้ จำนวนผู้เกี่ยวข้องในธุรกิจขายตรงประมาณ 15 ล้านคน คิดเป็นสมาชิกเพื่อประกอบธุรกิจเพียง 4.9 ล้านคน โดยส่วนใหญ่เป็นสมาชิกเพื่อใช้สินค้าจำนวน 10.1 ล้านคน

ข้อมูลจาก manager.co.th

แท็ก คำค้นหา

ยังไม่มีการแสดงความคิดเห็นสำหรับเรื่องนี้.....

แสดงความคิดเห็น

ร่วมแสดงความคิดเห็นของท่านที่นี่

ความคิดเห็น

*

ห้ามแสดงความคิดเห็น หรือใช้ข้อความ ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย ระบบมีการบันทึก IP Address, ข้อมูลผู้โพสต์ สามารถทำการตรวจสอบได้หากมีการร้องเรียน

x [close]
x [close]